เมื่อได้มีโอกาสมาเมกา ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาเวลาไปเที่ยวให้คุ้มค่าเครื่องบินเสียหน่อย เป้าหมายแรกของเราในทริปนี้ก็คือ ลอสแองเจลิส หรือ เมืองแห่งเทพธิดา นั่นเอง

เริ่มต้นจากคณะเดินทางของเรา มี 4 คนด้วยกัน

มีคนมาส่งมากมาย

ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ

และภายในเครื่องบิน (ยังอุตส่าห์จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอีกนะ)

เที่ยวบินที่เราจะไปในครั้งนี้จะแวะที่สนามบินนานาชาตินาริตะ และเนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดหมูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทุกคนจึงได้หยิบหน้ากากออกมาสวมกัน (จริงๆ แย่งหนูมาใส่เสียมากกว่า เพราะเอามากว่า 20 อัน และคนอื่นๆขี้เกียจหยิบ) ส่วนทางเคนสวมได้ไม่ถึง 10 นาทีก็เกิดอาการรำคาญและยอมแพ้ต้องถอดออกเป็นรายแรก

ภายในสนามบินก็จะมีของจุกจิกขายบ้าง รวมถึงน้ำที่สามารถนำขึ้นเครื่องไปได้ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นของญี่ปุ่นเช่นผลิตภัณฑ์ชาเขียวต่างๆ นอกจากนี้ก็จะมีออกซิเจนบาร์ ตู้อินเตอร์เน็ตหยอดเหรียญ ฯลฯ การตกแต่งภายในสนามบินค่อนข้างสื่อถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเช่น ภาพเขียน เป็นต้น

เดินดูมาพักใหญ่ก็ต้องเติมพลังด้วยควอเตอร์พาวน์เดอร์จากแมคฯ

น่ากินมั้ยล่ะ (หารู้ไม่ว่าราคาแพงกว่าข้างนอกอยู่หลายขุมนัก)

นี่คือหน้าตาของเครื่องบินเราเองที่จะบินไปในวันนี้ เป็นเครื่อง Boeing 747

และหลังจากนั่งเครื่องบินอีกนานแสนนาน (ประมาณ 10 กว่าชั่วโมง) ก็ถึงเป้าหมายจนได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 18 ชั่วโมง เครื่องบินออกจากไทยประมาณ 7 โมง แต่มาถึงที่แอลเอ ประมาณ 11 โมงกว่าๆของวันเดียวกัน ได้กำไรมา 14 ชั่วโมง แต่ละคนออกอาการแลคเล็กน้อยด้วยความที่หลับบนเครื่องบินได้ไม่มากนัก เพราะแถวข้างหน้าพวกเรามีทารกที่ร้องไห้ปลุกทุกคนบนเครื่องบินได้อยู่บ่อยๆ (แต่อย่างน้อยคุณพ่อก็เอาจุกอุดหูมาแจกเป็นถุงๆ)
อากาศที่นี่ออกเย็นๆแม้แดดจะแรงหน่อยก็ตาม สมกับเป็นบรรยากาศเมืองนอกจริงๆ ไม่ค่อยมีควันรถด้วย

เมื่อเช็คอินที่โรงแรมเสร็จแล้ว พวกเราก็สอบถามโรงแรมว่ามีแถวไหนน่าเดินเที่ยวบ้าง (ไม่มีเวลาศึกษาก่อนมาก็เป็นแบบนี้แหละ) ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เดินไปดูร้านขายของชำ หรือ grocery store ในบริเวณนั้น รวมถึงห้าง macy's ด้วย

เดินออกจากโรงแรมได้ไม่กี่ก้าวก็มีเจอกับป้ายโฆษณายักษ์ Final Fantasy XIII ออกปีหน้าแล้วสินะ เริ่มอยากได้ PS3 ละ

ระหว่างเดินทางก็ได้แวะร้านสะดวกซื้อแถวนั้น และพบว่าเป็นฝาปิดที่ประหลาดมาก แกะอยู่ 10 นาทีก็ไม่ออกจนต้องหมุนเกียวทั้งจุกออกมาดื่ม หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงถึงจะนึกได้ว่ามันต้องแกะฝาที่เห็นเป็นแผ่นๆข้างบน แต่ตอนแรกแกะไม่ออกเพราะแข็งมาก หลังจากนั้นเราก็เดินไป macy's ซึ่งเป็นห้างแห่งหนึ่งของที่นี่ คล้ายๆกับเซ็นทรัลฯบ้านเรา (ภายในห้างห้ามถ่ายรูปเช่นเดียวกับห้างทั่วไปรวมถึงในไทยด้วยจึงไม่มีรูปในห้างมาฝากกัน) กว่าพวกเราจะถึงก็ร่วมบ่ายกว่าๆแล้ว ก็เลยจะหาอะไรกินเป็นข้าวกลางวัน หลังจากเดินวนอยู่ชั้นใต้ดินอยู่ประมาณ 3 รอบ ในที่สุดก็ได้ร้านสำหรับมื้อนั้น นั่นก็คือร้าน Carl's Jr. ซึ่งเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่ง
Shock #1: เมื่อเข้ามาในร้านทุกคนก็พบกับความมึนงงกับระบบการต่อแถวที่ค่อนข้างเป็นระบบของร้าน รวมถึงเมื่อสั่งน้ำแล้ว เค้าก็จะให้แก้วเปล่าเรามา 1 ใบ เราก็รับมาแบบงงๆว่าน้ำหายไปไหนล่ะ เมื่อถามคนขาย เค้าก็ชี้ไปข้างหลัง ก็พบว่ามีจุดเติมน้ำอยู่กลางร้านพอดี นั่นคือร้านฟาสต์ฟู้ดที่นี่จะให้ลูกค้าเติมน้ำเองนั่นเอง ระบบนี้ถ้ามาใช้ในไทยสงสัยจะได้กลายเป็นน้ำ refill แน่ๆ
เมื่อดูจากขนาดเบอร์เกอร์ที่แต่ละคนได้แล้วก็ไม่แปลกใจ ที่หลายๆคนที่มาที่นี่มักจะพูดเรื่องของปริมาณอาหารที่มากมายมหาศาล แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นร้านฟาสต์ฟู้ดก็เป็นได้ ส่วนราคาก็ไม่แพงมากอย่างที่คิด
พอกินข้าวกลางวันเรียบร้อยแล้วก็เดินออกหน่อยก็มาเจอบูธ T-Mobile พอดี ทุกคนก็เลยได้ซื้อซิมการ์ดตั้งแต่วันแรกที่ถึงกันเลยทีเดียว ค่าโทรศัพท์ที่นี่ถ้าเทียบกับที่ไทยก็ถือว่าค่อนข้างแพงพอสมควร แต่มีข้อดีว่าถ้าโทรเข้าเครือข่ายเดียวกันจะโทรฟรีตลอด ซึ่งดีมากเพราะพวกเราก็จะได้โทรหากันฟรี
หลังจากซื้อซิมเสร็จแล้วก็เดินไปดู grocery store นิดหน่อย ออกจะดูคล้ายๆซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ขายอาหารเป็นส่วนมาก อาหารที่นี่หลากหลายมาก แม้แต่ของชนิดเดียวกันก็มีหลายยี่ห้อหลายแบบให้เลือกซื้อกันตาลายเลยทีเดียว มุมเบเกอรี่ก็มีเค้ก ขนมอบ และขนมปังร้อนๆมากมาย น่ากินไปหมด
ออกมาจาก grocery store ก็แวะร้าน cold stone ที่ทั้งร้านขายแต่ของเย็น ถึงแม้ว่าอากาศจะเย็นๆแต่เคนก็ยังซื้อไอศกรีมกินจนได้

หลังจากนั้นก็ออกมาเดินสวนสาธารณะในบริเวณนั้น

ถ่ายรูปกันนิดหน่อย แล้วก็กลับโรงแรม
จากนั้นก็คิดกันว่าเย็นนี้น่าจะไปกินข้าวกันที่ China Town ก็น่าจะดีมิใช่น้อย แต่ด้วยความที่ไม่รู้ทางอะไรเลย ก็เอาแผนที่มากางและมั่วไปเรื่อยๆ ครั้นจะขึ้นรถเมล์ก็ขึ้นกันไม่เป็น ไม่รู้แม้กระทั่งราคาและวิธีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะที่นี่ไม่มีกระเป๋ามาเดินไปมาเคาะกระบอกเก็บเงินให้เราจ่าย และด้วยความมั่วนั้นเองพวกเราก็ขึ้นรถเมล์สายอะไรก็ไม่รู้ข้างๆโรงแรม และถามว่าผ่าน China Town มั้ย และแน่นอนว่ารถคันนั้นไม่ผ่าน (ก็ขึ้นมั่วนินา) แต่คนขับยังใจดีบอกว่ารถคันนี้ผ่านใกล้ๆ China Town แล้วก็ให้ลงตรงนั้นไปเลย และใจดีสองชั้นด้วยการไม่คิดเงินอีกต่างหาก

เมื่อลงจากรถเมล์และเดินมาอีก 2 - 3 block ก็เจอกับ China Town ที่รอคอย (เนื่องจากทุกคนเริ่มหิวกันแล้ว) แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะร้านที่นี่ปิดกันหมด ซึ่งพวกเราก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เวลา 1 ทุ่มแล้วเร็วเกินไปที่ร้านจะเปิด หรือว่าเค้าปิดกันไปแล้ว เพราะแต่ละร้านปิดเงียบเชียบมาก ไม่มีคนเดินเลย ส่วนร้านที่เปิดก็มีอยู่ร้านสองร้าน ซึ่งดูจากสภาพภายนอกแล้วคงไม่อยากเสี่ยงท้องเสียตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จึงได้กลับมาตายรังกินที่ร้านอาหารตรงข้ามโรงแรมซะอย่างงั้น ส่วนการเดินทางขากลับ ก็ใช้วิธีเดิม สรุปว่าวันนี้ขึ้นรถเมล์ฟรีกัน 2 เที่ยว
เมื่อเลือกร้านอาหาร (ที่ถูกที่สุด) ได้แล้ว ก็พบว่าที่นั่งบริเวณระเบียงนอกร้านเต็ม พนักงานจึงบอกให้เข้าไปนั่งข้างใน มาถึงวันแรกก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรจึงเดินดุ่ยๆเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งในร้านด้วยความเคยชิน
Shock #2: พอกำลังจะนั่งที่โต๊ะอาหารก้นยังไม่ถึงเก้าอี้ ก็มีพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าให้ออกไปจองโต๊ะข้างนอก ไม่ใช่เดินเข้าไปนั่งแบบนี้ ทุกคนเลยก็เดินงงๆออกไปจองโต๊ะ จากนั้นจึงเดินกลับมานั่งตามโต๊ะที่พนักงานจัดไว้ให้ได้ นั่นก็คือร้านอาหารที่นี่จะไม่มีการเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะเหมือนกับที่ไทย ทุกคนจะต้องจองโต๊ะก่อน จากนั้นจะมีคนพาเดินเข้าไปที่โต๊ะว่างนั่นเอง
มื้อนี้ถือเป็นอาหารจริงจังมื้อแรก และเป็นมื้อที่แพงที่สุดเช่นกัน ส่วนปริมาณอาหารนั้นก็มหึมาเช่นเดิม ค่าเสียหายประมาณเกือบคนละ 20 เหรียญ ส่วนเคนนั้นสั่งสเต็กอย่างดีจึงเกิน 20 ขึ้นไปอีก
Shock #3: ร้านที่นี่โดยส่วนใหญ่ราคาป้ายจะยังไม่รวมภาษี นั่นก็คือราคาที่เราต้องจ่ายจริงจะต้องบวกภาษีขึ้นไปอีกอย่างน้อยๆก็เกือบ 8% นอกจากนี้ถ้าไปกินร้านอาหารนอกจากราคาจะยังไม่รวมภาษีแล้วก็ยังไม่รวมทิปอีกด้วย ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 10% - 15% เพราะฉะนั้นเมื่อจ่ายเงิน เราอาจจะต้องจ่ายมากกว่าที่คิดไว้เกือบ 25% เลยทีเดียว
เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็กลับโรงแรมนอนเอาแรงไว้สำหรับวันต่อไป...~