Thursday, June 18, 2009

USA Trip: 1st Destination - Los Angeles (Day 2)

We did not have a very good start on the second day of our trip. Well, we're still amateur traveler. Our original plan for today was to go for a city tour in the morning, and visit Universal Studio in the afternoon until late evening. We thought that the tour would pick us up at the hotel in the morning as described in the tickets. However, we were wrong. We had to actually call them to pick us up, and the next pick up will be around 11 am. Considering the time we had, we had no choice but to choose to go with the city tour, or go to Universal. This is a hard choice to make. We even ask the clerk at the reception for suggestion. The deal is that Universal Studio is just one place to see while the city tour will take us to a lot of places around LA. Therefore, we decided to go for the city tour.

Andwhat did we do during the 2 hours wait? We took a little walk and ended up in a nearby Starbucks.


Green tea frap sure is too sweet. Look at Ken's face.

Finally, we got on the city tour. The first place to visit is Venice, Los angeles. It is a small area built to imitate Venice.


One of the canals.



The houses here sure look very beautiful. Must be damn expensive!


Next is Venice Beach. There're a lot of shops around here.


We went to take a look at the beach.


Well, that's the beach. Not as beautiful as what we've got back home though.

After Venice, the tour took us to one of the most popular area in LA, the Beverly Hills. We got to see at least 30 houses of stars and famous people. I won't post all the photos there though, because I don't remember which house belongs to who.


The Beverly Hills sign.

Next stop, lunch at Farmer's Market. (A little late for lunch though)




They've very wide variety of food.


even desserts!

Since there are too many choices, it took us almost half and hour just to decide what to eat.


Chicken salad.


Those potatoes look really tasty. However, they are bland.

Next stop, Hollywood!!!! We gotta take the photos of the famous Hollywood sign!!!


This is the best I can get from my camera. - -" Noo+ should have brought along his tele lens. Anyway, I wonder if you could see it.


This is our tour van.

Next we went to Hollywood Blvd. We can get to visit the Kodak Theatre and hopefully we could get a better picture of the Hollywood sign.


This is the Kodak Theatre. Be warned that if you take a photo with those people dressed in funny clothes, you'll have to tip them. Their costumes range from Starwars to Spongebob.


Another attempt at taking photo of the sign... Maybe this is even worse. - -

This is the end of the tour. That evening, we didn't know where to go for dinner. Ken called his friend which I believe is staying around the area. He suggested that we go to a place called in & out, a franchise burger restaurant. He said that it's so good that you can fly. Well...we decided to take a taxi and it's funny that we paid more than 20 dollars to get to eat a 3 dollars burgers though.


Well... It's good and cheap. After dinner, we browsed through Superior, a grocery store just next to In N' Out. After that we rode a bus back to the hotel. OMG. This is our first ride that we actually pay the fees. We packed and got ready for San Francisco for the next day.

Wednesday, June 17, 2009

USA Trip: 1st Destination - Los Angeles (Day 1)

เมื่อได้มีโอกาสมาเมกา ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาเวลาไปเที่ยวให้คุ้มค่าเครื่องบินเสียหน่อย เป้าหมายแรกของเราในทริปนี้ก็คือ ลอสแองเจลิส หรือ เมืองแห่งเทพธิดา นั่นเอง


เริ่มต้นจากคณะเดินทางของเรา มี 4 คนด้วยกัน


มีคนมาส่งมากมาย


ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ


และภายในเครื่องบิน (ยังอุตส่าห์จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอีกนะ)


เที่ยวบินที่เราจะไปในครั้งนี้จะแวะที่สนามบินนานาชาตินาริตะ และเนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดหมูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทุกคนจึงได้หยิบหน้ากากออกมาสวมกัน (จริงๆ แย่งหนูมาใส่เสียมากกว่า เพราะเอามากว่า 20 อัน และคนอื่นๆขี้เกียจหยิบ) ส่วนทางเคนสวมได้ไม่ถึง 10 นาทีก็เกิดอาการรำคาญและยอมแพ้ต้องถอดออกเป็นรายแรก


ภายในสนามบินก็จะมีของจุกจิกขายบ้าง รวมถึงน้ำที่สามารถนำขึ้นเครื่องไปได้ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นของญี่ปุ่นเช่นผลิตภัณฑ์ชาเขียวต่างๆ นอกจากนี้ก็จะมีออกซิเจนบาร์ ตู้อินเตอร์เน็ตหยอดเหรียญ ฯลฯ การตกแต่งภายในสนามบินค่อนข้างสื่อถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเช่น ภาพเขียน เป็นต้น


เดินดูมาพักใหญ่ก็ต้องเติมพลังด้วยควอเตอร์พาวน์เดอร์จากแมคฯ


น่ากินมั้ยล่ะ (หารู้ไม่ว่าราคาแพงกว่าข้างนอกอยู่หลายขุมนัก)


นี่คือหน้าตาของเครื่องบินเราเองที่จะบินไปในวันนี้ เป็นเครื่อง Boeing 747


และหลังจากนั่งเครื่องบินอีกนานแสนนาน (ประมาณ 10 กว่าชั่วโมง) ก็ถึงเป้าหมายจนได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 18 ชั่วโมง เครื่องบินออกจากไทยประมาณ 7 โมง แต่มาถึงที่แอลเอ ประมาณ 11 โมงกว่าๆของวันเดียวกัน ได้กำไรมา 14 ชั่วโมง แต่ละคนออกอาการแลคเล็กน้อยด้วยความที่หลับบนเครื่องบินได้ไม่มากนัก เพราะแถวข้างหน้าพวกเรามีทารกที่ร้องไห้ปลุกทุกคนบนเครื่องบินได้อยู่บ่อยๆ (แต่อย่างน้อยคุณพ่อก็เอาจุกอุดหูมาแจกเป็นถุงๆ)

อากาศที่นี่ออกเย็นๆแม้แดดจะแรงหน่อยก็ตาม สมกับเป็นบรรยากาศเมืองนอกจริงๆ ไม่ค่อยมีควันรถด้วย


เมื่อเช็คอินที่โรงแรมเสร็จแล้ว พวกเราก็สอบถามโรงแรมว่ามีแถวไหนน่าเดินเที่ยวบ้าง (ไม่มีเวลาศึกษาก่อนมาก็เป็นแบบนี้แหละ) ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เดินไปดูร้านขายของชำ หรือ grocery store ในบริเวณนั้น รวมถึงห้าง macy's ด้วย


เดินออกจากโรงแรมได้ไม่กี่ก้าวก็มีเจอกับป้ายโฆษณายักษ์ Final Fantasy XIII ออกปีหน้าแล้วสินะ เริ่มอยากได้ PS3 ละ


ระหว่างเดินทางก็ได้แวะร้านสะดวกซื้อแถวนั้น และพบว่าเป็นฝาปิดที่ประหลาดมาก แกะอยู่ 10 นาทีก็ไม่ออกจนต้องหมุนเกียวทั้งจุกออกมาดื่ม หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงถึงจะนึกได้ว่ามันต้องแกะฝาที่เห็นเป็นแผ่นๆข้างบน แต่ตอนแรกแกะไม่ออกเพราะแข็งมาก หลังจากนั้นเราก็เดินไป macy's ซึ่งเป็นห้างแห่งหนึ่งของที่นี่ คล้ายๆกับเซ็นทรัลฯบ้านเรา (ภายในห้างห้ามถ่ายรูปเช่นเดียวกับห้างทั่วไปรวมถึงในไทยด้วยจึงไม่มีรูปในห้างมาฝากกัน) กว่าพวกเราจะถึงก็ร่วมบ่ายกว่าๆแล้ว ก็เลยจะหาอะไรกินเป็นข้าวกลางวัน หลังจากเดินวนอยู่ชั้นใต้ดินอยู่ประมาณ 3 รอบ ในที่สุดก็ได้ร้านสำหรับมื้อนั้น นั่นก็คือร้าน Carl's Jr. ซึ่งเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่ง

Shock #1: เมื่อเข้ามาในร้านทุกคนก็พบกับความมึนงงกับระบบการต่อแถวที่ค่อนข้างเป็นระบบของร้าน รวมถึงเมื่อสั่งน้ำแล้ว เค้าก็จะให้แก้วเปล่าเรามา 1 ใบ เราก็รับมาแบบงงๆว่าน้ำหายไปไหนล่ะ เมื่อถามคนขาย เค้าก็ชี้ไปข้างหลัง ก็พบว่ามีจุดเติมน้ำอยู่กลางร้านพอดี นั่นคือร้านฟาสต์ฟู้ดที่นี่จะให้ลูกค้าเติมน้ำเองนั่นเอง ระบบนี้ถ้ามาใช้ในไทยสงสัยจะได้กลายเป็นน้ำ refill แน่ๆ

เมื่อดูจากขนาดเบอร์เกอร์ที่แต่ละคนได้แล้วก็ไม่แปลกใจ ที่หลายๆคนที่มาที่นี่มักจะพูดเรื่องของปริมาณอาหารที่มากมายมหาศาล แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นร้านฟาสต์ฟู้ดก็เป็นได้ ส่วนราคาก็ไม่แพงมากอย่างที่คิด

พอกินข้าวกลางวันเรียบร้อยแล้วก็เดินออกหน่อยก็มาเจอบูธ T-Mobile พอดี ทุกคนก็เลยได้ซื้อซิมการ์ดตั้งแต่วันแรกที่ถึงกันเลยทีเดียว ค่าโทรศัพท์ที่นี่ถ้าเทียบกับที่ไทยก็ถือว่าค่อนข้างแพงพอสมควร แต่มีข้อดีว่าถ้าโทรเข้าเครือข่ายเดียวกันจะโทรฟรีตลอด ซึ่งดีมากเพราะพวกเราก็จะได้โทรหากันฟรี

หลังจากซื้อซิมเสร็จแล้วก็เดินไปดู grocery store นิดหน่อย ออกจะดูคล้ายๆซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ขายอาหารเป็นส่วนมาก อาหารที่นี่หลากหลายมาก แม้แต่ของชนิดเดียวกันก็มีหลายยี่ห้อหลายแบบให้เลือกซื้อกันตาลายเลยทีเดียว มุมเบเกอรี่ก็มีเค้ก ขนมอบ และขนมปังร้อนๆมากมาย น่ากินไปหมด

ออกมาจาก grocery store ก็แวะร้าน cold stone ที่ทั้งร้านขายแต่ของเย็น ถึงแม้ว่าอากาศจะเย็นๆแต่เคนก็ยังซื้อไอศกรีมกินจนได้


หลังจากนั้นก็ออกมาเดินสวนสาธารณะในบริเวณนั้น


ถ่ายรูปกันนิดหน่อย แล้วก็กลับโรงแรม

จากนั้นก็คิดกันว่าเย็นนี้น่าจะไปกินข้าวกันที่ China Town ก็น่าจะดีมิใช่น้อย แต่ด้วยความที่ไม่รู้ทางอะไรเลย ก็เอาแผนที่มากางและมั่วไปเรื่อยๆ ครั้นจะขึ้นรถเมล์ก็ขึ้นกันไม่เป็น ไม่รู้แม้กระทั่งราคาและวิธีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะที่นี่ไม่มีกระเป๋ามาเดินไปมาเคาะกระบอกเก็บเงินให้เราจ่าย และด้วยความมั่วนั้นเองพวกเราก็ขึ้นรถเมล์สายอะไรก็ไม่รู้ข้างๆโรงแรม และถามว่าผ่าน China Town มั้ย และแน่นอนว่ารถคันนั้นไม่ผ่าน (ก็ขึ้นมั่วนินา) แต่คนขับยังใจดีบอกว่ารถคันนี้ผ่านใกล้ๆ China Town แล้วก็ให้ลงตรงนั้นไปเลย และใจดีสองชั้นด้วยการไม่คิดเงินอีกต่างหาก


เมื่อลงจากรถเมล์และเดินมาอีก 2 - 3 block ก็เจอกับ China Town ที่รอคอย (เนื่องจากทุกคนเริ่มหิวกันแล้ว) แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะร้านที่นี่ปิดกันหมด ซึ่งพวกเราก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เวลา 1 ทุ่มแล้วเร็วเกินไปที่ร้านจะเปิด หรือว่าเค้าปิดกันไปแล้ว เพราะแต่ละร้านปิดเงียบเชียบมาก ไม่มีคนเดินเลย ส่วนร้านที่เปิดก็มีอยู่ร้านสองร้าน ซึ่งดูจากสภาพภายนอกแล้วคงไม่อยากเสี่ยงท้องเสียตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จึงได้กลับมาตายรังกินที่ร้านอาหารตรงข้ามโรงแรมซะอย่างงั้น ส่วนการเดินทางขากลับ ก็ใช้วิธีเดิม สรุปว่าวันนี้ขึ้นรถเมล์ฟรีกัน 2 เที่ยว

เมื่อเลือกร้านอาหาร (ที่ถูกที่สุด) ได้แล้ว ก็พบว่าที่นั่งบริเวณระเบียงนอกร้านเต็ม พนักงานจึงบอกให้เข้าไปนั่งข้างใน มาถึงวันแรกก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรจึงเดินดุ่ยๆเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งในร้านด้วยความเคยชิน

Shock #2: พอกำลังจะนั่งที่โต๊ะอาหารก้นยังไม่ถึงเก้าอี้ ก็มีพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าให้ออกไปจองโต๊ะข้างนอก ไม่ใช่เดินเข้าไปนั่งแบบนี้ ทุกคนเลยก็เดินงงๆออกไปจองโต๊ะ จากนั้นจึงเดินกลับมานั่งตามโต๊ะที่พนักงานจัดไว้ให้ได้ นั่นก็คือร้านอาหารที่นี่จะไม่มีการเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะเหมือนกับที่ไทย ทุกคนจะต้องจองโต๊ะก่อน จากนั้นจะมีคนพาเดินเข้าไปที่โต๊ะว่างนั่นเอง

มื้อนี้ถือเป็นอาหารจริงจังมื้อแรก และเป็นมื้อที่แพงที่สุดเช่นกัน ส่วนปริมาณอาหารนั้นก็มหึมาเช่นเดิม ค่าเสียหายประมาณเกือบคนละ 20 เหรียญ ส่วนเคนนั้นสั่งสเต็กอย่างดีจึงเกิน 20 ขึ้นไปอีก

Shock #3: ร้านที่นี่โดยส่วนใหญ่ราคาป้ายจะยังไม่รวมภาษี นั่นก็คือราคาที่เราต้องจ่ายจริงจะต้องบวกภาษีขึ้นไปอีกอย่างน้อยๆก็เกือบ 8% นอกจากนี้ถ้าไปกินร้านอาหารนอกจากราคาจะยังไม่รวมภาษีแล้วก็ยังไม่รวมทิปอีกด้วย ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 10% - 15% เพราะฉะนั้นเมื่อจ่ายเงิน เราอาจจะต้องจ่ายมากกว่าที่คิดไว้เกือบ 25% เลยทีเดียว

เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็กลับโรงแรมนอนเอาแรงไว้สำหรับวันต่อไป...~

Wednesday, January 28, 2009

Typosphere Exhibition @ Central World

After we're done with CP14, we found an exhibition nearby. They're making fonts out of anything they could ever think of. Let's take a look.